อุบัติการณ์และอาการทางคลินิกของโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กอายุ 0 - 5 ปีในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ระหว่างปี พ.ศ. 2547-2548  

ผู้เขียน : นางสาวภารดา ทองทิพย์ (สถาบันสุขภาพเด็ก)

          

บทคัดย่อ

หลักการและเหตุผล  
     โรคไข้หวัดใหญ่ ( influenza ) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีการติดต่อได้ง่าย ในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปีเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ influenza และมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดบวม แต่เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่มีลักษณะอาการทางคลินิกบางอย่างที่แยกได้ยากจากการติดเชื้อไวรัสตัวอื่นๆ ซึ่งการวินิจฉัยที่สามารถใช้แยกได้คือการเพาะเชื้อ (viral culture) หรือการวินิจฉัยทาง serology แต่มีข้อจำกัดคือได้ผลค่อนข้างช้าและไม่สามารถทำได้ในทุกโรงพยาบาล ดังนั้นการศึกษานี้มีไว้เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และอาการทางคลินิกของไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยเด็กอายุ 0-5 ปี การใช้ยาต้านไวรัส oseltamivir ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่ สามารถลดระยะเวลาการเจ็บป่วยและลดความรุนแรงของโรคได้  การศึกษาการใช้ oseltamivir ในผู้ป่วยเด็กไทยยังมีน้อย การศึกษานี้จึงต้องการศึกษาผลการรักษาด้วยยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ oseltamivir ในผู้ป่วยเด็กไทยด้วย

วัตถุประสงค์   
     1. เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในเด็กอายุ 0 - 5 ปีในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
     2. เพื่อศึกษาอาการทางคลินิกของไข้หวัดใหญ่ในเด็กอายุ 0 - 5 ปีที่มาโรงพยาบาลด้วยการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง หรืออาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ (influenza like illness)
     3. ศึกษาผลการรักษาด้วยยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ oseltamivirในผู้ป่วยเด็กอายุ 0 - 5 ปี

 วิธีการศึกษา  
     ทำการศึกษาแบบ observational prospective study ในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีที่มาด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างหรือ influenza like illness ที่เข้ารับการรักษาในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีแบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ในระหว่าง 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 – 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 โดยเก็บข้อมูลจากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เก็บสิ่งคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ เพื่อทำ rapid test และ viral culture ผู้ป่วยทุกรายได้รับการยืนยันผลการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่โดยวิธี viral culture จาก nasopharyngeal swab ผู้ป่วยที่ rapid test เป็นบวกจะได้รับยา oseltamivir และมีการติดตามอาการหลังการรักษาในผู้ป่วยทุกราย

ผลการศึกษา 
     จากการศึกษาผู้ป่วยจำนวน 493 คนพบว่ามีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 49 คน ร้อยละ 9.9 เด็กอายุ 49-60 เดือนเป็นกลุ่มอายุที่พบอัตราการติดเชื้อ influenza สูงที่สุด คือร้อยละ 18.8 พบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตลอดทั้งปีโดยมีการพบการกระจายของโรคมากเป็น 2 ช่วงคือเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน และเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม พบอัตราการติดเชื้อสูงที่สุดในเดือนกันยายนคิดเป็น ร้อยละ 15.7 รองลงมาคือเดือนกุมภาพันธ์คิดเป็นร้อยละ 15.6 และเดือนเมษายนคิดเป็นร้อยละ 15  อาการที่พบในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ต่างจากการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆในการศึกษานี้คือ ไข้ และ ปวดกล้ามเนื้อ อาการแสดงที่พบมากในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ คือ ไข้สูง (38.6-41°C)  น้ำมูก ตาแดง และ respiratory stridor ผลการตรวจ complete blood count พบว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มีจำนวนเม็ดเลือดขาวได้หลายรูปแบบตั้งแต่ leucopenia จนถึง leucocytosis (WBC 2,790-23,100 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร) การตรวจถ่ายภาพรังสีปอดพบว่ามีลักษณะ interstitial infiltration, narrowing airway  ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 18 ราย ใน 49 รายได้รับการรักษาโดยการใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ oseltamivir พบว่าระยะเวลาที่ต้องให้ออกซิเจน ระยะเวลานอนโรงพยาบาล และระยะเวลาที่อาการดีขึ้นเร็วกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาโดยเฉลี่ย 1.12 วัน, 0.41 วัน และ 0.55 วันตามลำดับ แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

บทสรุป  
     การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในเด็กไทยอายุ 0-5 ปี พบร้อยละ 9.9 ในเด็กที่มาโรงพยาบาลด้วยการติดเชื้อทางเดินหายใจหรือ influenza-like illness และพบมีการกระจายของโรคตลอดทั้งปีพบมากใน 2 ช่วงคือระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน และ เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม อาการทางคลินิกของผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ต่างจากไวรัสทางเดินหายใจชนิดอื่นๆ คือไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ น้ำมูก ตาแดง inspiratory stridor การใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ oseltamivir ในการรักษาทำให้ระยะเวลาของโรคสั้นลงแต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติซึ่งการศึกษานี้เป็นเพียงการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีกเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มากกว่านี้

ABSTRACT

Background  
      Influenza is easily transmitted, it potentially cause pandemics. In children younger than 5 year especially those younger than 1 year has a higher risk of influenza infection and serious complication such as pneumonia. Clinical presentation is difficult to distinguish between influenza and other viral infection. Viral culture or serologic test give definite diagnosis for influenza, but it takes time and limited to some hospitals. This study aims to study incidence, clinical signs and symptoms of influenza in young children. Besides, clinical trials show that influenza patient have benefit from oseltamivir treatment. But data is limited in Thai children. In this study oseltamivir was given in patients who had rapid test positive, and clinical benefits in young patient were observed. 

Objective

     1. To study the incidence of influenza infection in children 0-5 years in Queen Sirikit National  Institute of Child Health.
     2. To study the clinical signs and symptoms of influenza in children 0-5 years.
     3. To compare the outcomes among influenza patients 0-5 years whom treated or not treated with oseltamivir.

Method 
      We conducted observational prospective study of patients 0-5 years who were out-patients and in-patients at Queen Sirikit National Institute of Child Health between July 5, 2004 – July 3, 2005. Clinical symptoms and signs, lab investigation were collected. We performed rapid test for influenza A and viral culture in all cases. Oseltamivir (Tamiflu TM) was prescribed in rapid test positive patients. All the patients were followed for 7 days or until improvement.

Result 
     Forty - nine patients (9.9%) out of 493 patients enrolled in this study had influenza infection. Age group 49-60 months had the highest incidence (18.8%). Influenza infections were found throughout the year with 2 peaks during January through April and July through October. Symptoms that significantly different from non influenza patients were fever and muscle pain. Signs that significantly found in influenza more than non influenza patients were high grade fever (38.6-41°C), rhinorhea, conjunctival injection and inspiratory stridor. Complete blood count in influenza patients varied from leucopenia to leucocytosis (WBC 2,790-23,100 cell/mm2). Chest roentgenogram showed interstitial infiltration and narrowing airway in influenza patients. Eighteen out of 49 influenza patient received oseltamivir. We found that oxygen duration, hospitalization time and time to improvement were lesser among those who received oseltamivir by 1.12, 0.41 and 0.55 days respectively, but not statistically significant.

Conclusion
      Influenza infection in Thai children was found throughout the year with two peaks during January through April and July through October. Clinical signs and symptoms significantly found in children with influenza were high grade fever, muscle pain, rhinorrhea, conjunctiva injection and inspiratory stridor. Specific treatment with oseltamivir may provide some benefit in shortening the disease duration but more data is needed in Thai children. Further study is needed to determine public health impact of influenza.